ยินดีต้อนรับ สู่ "พระนคร นครพระ นครธรรม" สมัครสมาชิกก่อนนะครับ ร่วมกันสร้างชุมชนออนไลน์คุณภาพครับ

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติและวัตถุมงคลหลวงปู่อุดม ญาณรโต วัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ  (อ่าน 26274 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
                                        (ขออนุญาติผู้ดูแลนะครับ)
ชีวะประวัติและวัตถุมงคลหลวงปู่อุดม ญาณรโตที่สะสมไว้ครับพี่ๆท่านใดที่สะสมอยู่นำมาแชร์กันครับ
ชีวประวัติหลวงปู่อุดม ญาณรโต ว.ป่าสถิตย์ธรรมวนาราม อ.พรเจริญ จ.หนองคาย
ชาติกำเนิด
หลวงปู่อุดม ญาณรโต ท่านเกิดในตระกูลชาวนา บิดาและมารดาท่านเป็นชาวนา หาปูหาปลากินตาม
ธรรมชาติ ท่านเกิดเมื่อประมาณวันที่เท่าไรท่านก็ไม่สามารถบอกได้ ท่านเล่าว่าคนสมัยก่อนไม่ค่อย
จำกัน ท่านบอกได้แต่ปีที่เกิด และเดือนที่ท่านเกิดคือ ประมาณ วันอังคารที่ ๒  เดือนพฤษภาคม ปีขาล พ.ศ.
๒๔๖๙ อยู่ในสกุล เชื้อขาวพิมพ์ ลักษณะรูปร่างของท่าน สันทัด สีผิวดำแดง โดยมีโยมบิดาชื่อ นายแว่น เชื้อขาวพิมพ์และมารดาชื่อนางบับ เชื้อขาวพิมพ์ มีพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งหมด 4 คน รวมหลวงปู่ คือ
1. นางสม เชื้อขาวพิมพ์ (เสียชีวิตแล้ว)
2. หลวงปู่อุดม ญาณรโต
3. นายพรหมา เชื้อขาวพิมพ์
4. นางลับ เชื้อขาวพิมพ์

ชีวิตวัยเยาว์
ชีวิตในสมัยเด็ก ท่านก็เหมือนเด็กชาวนาทั่วไป บิดามารดาทำนา ท่านก็ไปช่วยทำนา หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ท่านชอบในเพศบรรพชิตมาก ท่านเห็นพระภิษุสงฆ์เดินผ่านมา ท่านก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาเอง ตั้งแต่วัยเด็ก นี่ก็เนื่องมาจากโยมบิดาและมารดาของท่านได้พาปฏิบัติศาสนกิจต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ในพุทธศาสนา เช่น ครูบาอาจารย์ในสมัยท่านพระอาจารย์มั่น บิดามารดาท่านมักพาไปปฏิบัติศาสนกิจมาด้วยโดยตลอด เช่น หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ว.ป่าสาลวัน หลวงปู่มหาปิ่น ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงปู่สิงห์ เป็นต้น ท่านเล่าว่าโยมบิดาท่านเคยได้บวชเณรอยู่ และสึกออกมามีครอบครัว ส่วนมารดาของท่านก็เข้าวัดทำบุญอยู่เป็นปกตินิสัย จึงทำให้ท่านมีความสนิทสนม และใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามาโดยตลอดนั่นเอง


บรรพชา
เนื่องจากในวัยเด็ก ท่านเห็นพระภิษุสงฆ์แล้ว เกิดความปีติเลื่อมใสในสมณะสงฆ์ (มีความสุขเมื่อได้เห็นพระสงฆ์) ท่านคงมีความคิดที่อยากออกบวชอยู่ภายในใจมาโดยตลอด จากนั้นเมื่อท่านเริ่มโตเป็นหนุ่มท่านเคยได้อ่านหนังสือสวดมนต์และปฏิบัติสมาธิภาวนา ของหลวงปู่สิงห์ ขัตยาคโม และพระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งทำให้ท่านจับจิตจับใจ มีจิตใจเข็มแข็งเด็ดเดี่ยว และมั่นใจในการที่จะได้บวชถือคลองเพศสมณะ ท่านได้ช่วยบิดามารดาทำนา หาปูหาปลา ตามประสาชาวโลก ท่านเล่าว่าปูปลาสมัยก่อนหาง่ายมาก ตัวก็ใหญ่โตทั้งนั้น ท่านเคยดำน้ำเพื่อหาปลา น้ำลึกมากๆหลายเมตรอยู่ ทำให้ท่านเลือดไหลออกมาจากหู (หูหนวก) ท่านมีอาการหูหนวกอยู่แรมเดื่อนกว่าจึงจะหายเหมือนเดิม ท่านบอกว่าชีวิตฆราวาสนั้นเป็นทุกข์ ต้องทำบาป สร้างกรรมเวรอยู่โดยตลอด จนในที่สุดเมื่อท่านมีอายุครบ ๒๓ ปี ท่านจึงได้ขอบิดามารดาของท่าน เข้าบรรพชาอุปสมบท ในวันที่ ๒๒ เมษายน ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีที่หลวงปู่มัน ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส มรณะภาพนั่นเอง โดยมีพระอุปัชฌาย์คือ พระครูอรุณสังฆกิจ (มหาเถื่อน อุชุกโร) วัดกุดเรือคำ ต.กุดเรือคำ อ. วานรนิวาส จ. สกลนคร และพระครูพิพิธธรรมสุนทร (พระคำฟอง เขมจาโร) วัดสำราญนิวาส อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และได้ฉายาทางภิกษุว่า ญาณรโต (ซึ่งแปลว่าผู้ทรงไว้ซึ้งญาณ) และในปีนั้นนั่นเอง ท่านได้เดินทางไปร่วมพิธีเผาศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร พร้อมทั้งพระอุปัชฌาย์ และพระกรรมวาจาจารย์ของท่านทั้งสองด้วย ท่านบอกว่างานศพหลวงปู่มั่นใหญ่โตมาก มีพระกรรมฐานมากมายเต็มไปหมด โดยสมัยก่อนวัดป่าสุทธาวาสยังคงมีสภาพเป็นป่าดงพงไพรอยู่ มีต้นไม้ใหญ่มากมายไม่เหมือนสมัยปัจจุบันที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านเต็มไปหมด
(ข้อมูลตามพรรษานี้ เป็นข้อมูลที่อัด และทอดเทปจากการสนทนาถาม-ตอบกับหลวงปู่อุดม ญาณรโต เมื่อท่านอายุ 82 ปี)

                               
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 09, 2013, 07:27:47 PM โดย mr.xb »

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
Re: @@@ขีวประวัติและวัตถุมงคลหลวงปู่อุดม ญาณรโต@@@
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 31, 2012, 08:55:02 AM »
พรรษาที่1-2 (พ.ศ.2492-2493)
ท่านอยู่กับพระอุปัชฌาย์ พระครูอรุณสังฆกิจ (มหาเถื่อน อุชุกโร) ที่วัดกุดเรือคำ ต.กุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
พรรษาที่ 3-5 (พ.ศ.2494-2497)
ท่านเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆและกลับมาอยู่ที่วัดภูข้าวหลวง อ.สหัสขัน จ.กาฬสินธุ์

พรรษาที่ 7-15 (พ.ศ.2498-2506)
วัดบ้านนาโสก อ.นาแก ต.บ้านแก้ง จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านญาติของท่านและเป็นบ้านเกิดของท่านเองต่อจากนั้นท่านได้ไปพักอาศัยอยู่กับ หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม ตอนนั้นหลวงปู่ลี ท่านอยู่วัดศรีชมพู ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

พรรษาที่ 20 (พ.ศ.2507-2515)
ท่านธุดงค์ไปอยู่ทางภาคเหนือบ้าง เช่น สุโขทัย แพร่ น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เลื่อยมา โดยท่านได้ไปพบกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ หลวงปูตื้อ อจลธัมโม วัดป่าอาจารย์ตื้อ จ.เชียงใหม่, หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่, หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย จ.ลำปาง, หลวงปู่หลวง กตปุญโญ วัดคีรีสุบรรพต ต.พระบาท จ.ลำปาง โดย
ช่วงระยะเวลาที่ธุดงค์ในแถบภาคเหนือตั้งแต่จังหวัดเพชรบูรณ์นั้น ท่านมีสหธรรมมิกที่ร่วมเดินทางไป
ด้วยกัน คือ หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล วัดอนาลโย จ.พะเยา และหลังจากที่ท่านไปธุดงค์ที่เชียงใหม่
กลับมาท่านจึงได้มาอยู่ที่วัดป่าสถิตธรรมวนาราม ต.ศรีชมพู อ.พรเจริญ จ.หนองคาย จนกาละสมัย
ปัจจุบันนี้ (นี้เป็นเพียงประวัติย่อๆเท่านั้นส่วนรายละเอียดปีกย่อยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ประวัติหลวงปู่ลี ฐิตธัมโม )

ครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่ได้ไปพำนักอาศัย และฟังธรรม
ครูบาอาจารย์ เท่าที่หลวงปู่จำได้และเล่าให้กระผมได้ฟังมานั้น ในอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งหลาย ในบางคราวท่านก็อาจจะลืมไปบ้าง ซึ่งข้อมูลต่างๆที่ได้ ก็อาจจะไม่ละเอียดมากนัก เพราะองค์หลวงปู่เอง ท่านเป็นพระเถระผู้พูดน้อยมาก เป็นจริตนิสัยอยู่แล้ว ส่วนตัวข้าพเจ้าจะก็ต้องพยายามสอบถามท่าน เท่าที่ท่านท่านพอจะจำได้นั้น มีก็ดังนี้ต่อไปนี้ครับ
1. หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
2. หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าอาจารตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
3. หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
4. หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย จ.เชียงใหม่
5. หลวงปู่สาม อกิญจโน วัดป่าไตรวิเวก สุรินทร์
6. หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม วัดเหวลึก ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
7. เจ้าคุณแดง วัดป่าประชานิยม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
8. หลวงปู่เอี่ยม วัดภูข้าวหลวง อ.สหัสขัน จ.กาฬสินธุ์

การเดินธุดงค์
ท่านเล่าว่าตั้งแต่โยมบิดาของท่านเสียชีวิตด้วยโรคชรา ตอนอายุ ได้ 73 ปี ก่อนท่านออกเดินธุดงค์ และมารดาท่านก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชราเช่นกัน เมื่อตอนอายุได้ 79 ปี หลังจากที่ท่านธุดงค์กลับมาจากจ.เชียงใหม่ ท่านเล่าว่าตอนที่ท่านได้ไปพำนักอยู่ เพื่อฟังธรรมกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋งนั้น ท่านเกิดความประทับใจมาก หลวงปู่แหวนท่านเทศแบบง่ายๆ สั้นๆ แต่มีคุณภาพมากๆ คำพูดของท่านลึกซึ้งกว้างขวางมากนัก น่าเลื่อมใสมากๆ ซึ่งในเวลานั้นหลวงปู่ลี วัดเหวลึก ท่านก็ได้ไปร่วมฟังธรรมกับหลวงปู่แหวน และกับองค์ท่านด้วย ท่านอยู่ฟังธรรมกัน ประมาณ๒-๓ คืน
จากนั้นท่านได้เดินทางไปจังหวัดลำปาง และเพชรบูรณ์ โดยเดินเท้าไป บางทีฆราวาสเห็นก็อาสาพาไปส่งบ้าง ท่านใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 เดือนเศษ โดยท่านเดินทางผ่านจังหวัด สุโขทัย แพร่ น่าน ลำปาง อุตรดิถต์ พิจิตร และเพชรบูรณ์ และใช้เวลาเดินทางจากเพชรบูรณ์ไปเชียงใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางประมาณอีก 2 เดือน ท่านเล่าว่าตอนเดินทางผ่าน จ.สุโขทัย ได้พบฆราวาสที่กินเจ คนแถวนั้นมักใส่ขนมปัง และน้ำตาลอ้อย โดยบางครั้งเขาจะนำขนมกับข้าวสุกใส่ให้เต็มบาตรเลย ไม่มีกับข้าวคาวเลย ท่านฉันทีแรกๆก็อร่อยดี แต่หลายวันเข้ามันชักไม่อร่อย โดยในตอนนั้นท่านได้เดินทางด้วยเท้าธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ไพบูรณ์ สุมังคโล วัดอนาลโย จ.พะเยา ซึ่งท่านทั้งสอง สนิทสนมและคุ้นเคยกันอยู่เป็นอย่างดี

การปฏิบัติธรรม
โดยปกติหลวงปู่อุดมท่านชอบเดินจงกรม และนั่งสมาธิภาวนาเพื่อปฏิบัติทางจิตของท่านอยู่โดยตลอด ท่านบอกว่า หากวันไหนไม่ได้เดินจงกรมแล้วหล่ะก็ เดือดร้อนไม่ได้เลยนะ จิตจะเศร้าหมองทันที สมัยที่ท่านอยู่ที่เชียงใหม่ ท่านปฏิบัติธรรมอยู่นั้น จิตของท่านเกิดความสว่าง มีความสุขมาก จิตตกถึงฐานของจิต เข้าสู่พื้นเดิม ท่านเปรียบเหมือนการสักผ้า ถ้าผ้ามันลาย พื้นเดิมของจิตมันก็ลาย ถ้าผ้ามันดำ จิตพื้นเดิมมันก็ดำ (สำนวนของหลวงปู่อุดม) ท่านบอกว่ามันถึงฐานของมัน มีความสุขมากไม่มีอะไรจะมีความสุขเท่า มันมีความปีติ อิ่มอกอิ่มใจมาก ท่านจึงเอาตรงนี้มาเป็นอารมณ์ และค้นหาเข้าไปในจิตต่อจนถึงที่สุดของใจ ท่านเล่าว่ามันมีปัญญามากมายหลายอย่างเกิดขึ้นมา ท่านบอกว่าท่าน อดนอน อดอาหารเพื่อทำความเพียรภาวนา อยู่ ๕ วัน ๕ คืน ท่านบอกว่า อดนอนนี่ทุกข์ยิ่งกว่าอดอาหารอีก แต่เพราะว่ามีปีติอยู่ ท่านจึงสามารถทำได้ ภายหลังจากวันที่ ๕ วันผ่านไป จิตของท่าน ก็เบาสบาย ได้กำลังใจ และส่วนกำลังกาย ก็ยังแข็งแรงดีอยู่ เวลาธรรมเกิดขึ้นมา ๑๐๐ % ท่านนั่งสมาธิไปได้จนถึงแจ้งเลย(เช้าเลย) การปฏิบัติของท่านในเวลา ๖ โมงเย็น จนถึง ๕ ทุ่ม ท่านมักจะเดินจงกรม และในเวลา ๕ ทุ่มขึ้นไป ท่านจะนั่งสมาธิภาวนาไปเลื่อยจนบางทีถึงสว่างก็มี ในคราวที่ใจของท่านรวมลงจนถึงสภาวะเดิมของจิต ท่านเล่าว่ามีความสุขมากๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนกับอยู่ตรงหน้า สามารถยื่นมือแทบจะจับได้ต่อหน้าต่อตานี้เลยทีเดียว จิตมันไม่ท้อไม่ถอย กระจ่างหมดทุกอย่าง มันหาใจ แก้ใจตัวเองได้หมดทุกอย่าง ในเวลาฟังธรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เพียงนิดหน๋อยเท่านั้น จิตท่านก็สว่างโพรงเลย ท่านบอกว่าจิตท่านเห็นธรรมที่วัดป่าอาจารย์ตื้อ จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนั้นท่านพำนักอาศัยอยู่กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโมนั่นเอง ท่านยังเล่าต่ออีกว่า หลวงปู่ตื้อนั้น ท่านจะเป็นพระที่เทศตรงไปตรงมามาก จนในบางครั้งดูแล้วอาจจะไม่ไพเราะ แต่ท่านก็บอกว่า ผู้มีปัญญาก็ต้องเลือกฟังให้ถูกกับจิตของตนเอง อันไหนดีก็นำมาปฏิบัติให้ถูกกับจิตของตน ในยามที่ท่านเข้าไปนวดแขน นวดขาให้กับหลวงปู่ตื้อนั้น หลวงปู่ตื้อท่านจะเทศให้หลวงปู่อุดมฟัง หลวงปู่อุดมท่านเล่าว่าจับจิตจับใจมากเลยทีเดียว ทำให้เกิดความเลื่อมใสในองค์ของหลวงปู่ตื้อมากมายยิ่งขึ้นเลยทีเดียว องค์หลวงปู่ตื้อนั้น ท่านขุดดิน ฟันต้นไม้ ต้นกล้วยได้ ซึ่งจริงๆแล้ว สำหรับพระต้องปรับเป็นอาบัติ ส่วนองค์หลวงปู่ตื้อนั้นท่านคงอยู่เหนือสมมุตไปแล้ว เพราะในคราหนึ่งหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ท่านห้ามหลวงปู่ตื้อไม่ให้ทำเช่นนี้ แต่หลวงปู่ตื้อกลับหันมากล่าวกับหลวงปู่แหวนว่า ไม่ต้องมาสอนเฮาหรอกน่า เราพ้นแล้ว(จิตของหลวงปู่ตื้อท่านหลุดพ้นไปแล้วนั่นเอง)
                                ขอได้รับความขอบคุณข้อมูลจากอุดร108
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2012, 08:56:44 AM โดย mr.xb »

PATRIX

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 27
Re: @@@ขีวประวัติและวัตถุมงคลหลวงปู่อุดม ญาณรโต@@@
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 31, 2012, 09:49:54 AM »
 wr_)er

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
Re: @@@ขีวประวัติและวัตถุมงคลหลวงปู่อุดม ญาณรโต@@@
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 31, 2012, 10:45:01 AM »
เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์ใหญ่ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง(องค์โปรดอาราธนาขึ้นคอเป็นประจำ)
 สร้างเมื่อปี 42 โดยอดีตส.ส.นิพนย์ คนขยัน ปัจจุบันดำรงค์ตำแหน่งนายก อ.บ.จ.บึงกาฬจำนวนสร้างยังไม่มั่นใจว่าสร้างทั้งหมดกี่เหรียญเท่าที่สอบถามจากทางวัดและคนในหมู่บ้านไกล้เคียงแถวนั้นพอจะประมาณได้ว่าน่าจะอยู่ที่หลักร้อยเหรียญปลายๆแต่สรุปเนื้อเหรียญที่สร้างได้ดังนี้คือ เนื้อทองแดงผิวไฟ เนื้อทองแดงรมดำ และแบบทองแดงกะไหล่ทองบางๆแต่พบเห็นได้น้อยมากที่มักจะพบบ่อยคือทองแดงผิวไฟ ส่วนทองแดงรมดำและทองแดงกะไหล่ทองนานๆเจอทีสาเหตุเพราะสร้างน้อยกว่าองค์ที่เอามาโชว์คือ ทองแดงผิวไฟ ครับ (ถ้าข้อมูลผิดพลาดหรือตกหล่นต้องขออภัยผู้รู้ด้วยนะครับ)



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 07:44:35 PM โดย mr.xb »

ซีแกรม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 675
เหรียญสวยมากครับ  wr_)er wr_)er wr_)er

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
ต่อครับเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์ใหญ่เนื้อทองแดงผิวไฟ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 07:39:33 PM โดย mr.xb »

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
wr_)er
เหรียญสวยมากครับ  wr_)er wr_)er wr_)er
B()%ขอบคุณพี่ซีแกรมและพี่PATRIXที่เข้ามาเยี่ยมชมและให้พื้นที่ครับ wr_)er wr_)er
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2012, 01:25:17 PM โดย mr.xb »

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
และท้ายสุดเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์ใหญ่เนื้อทองแดงรมดำครับพอสวย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 08:30:20 PM โดย mr.xb »

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
เหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์เล็ก เนื้อทองแดงรมดำ สร้างเมื่อปี 42 จำนวนการสร้างไม่เกิน 3000 เหรียญโดยศิษย์ทางกรุงเทพเป็นผู้สร้างถวายเท่าที่สอบถามทางวัดและชาวบ้านไกล้เคียงแถวนั้นทราบมาว่ามีเนื้อเดียวแต่มีสองแบบดังนี้คือ เนื้อทองแดงรมดำและเนื้อทองแดงกะไหล่ทองแต่ที่พบเห็นบ่อยๆมักจะเป็นเนื้อทองแดงรมดำส่วนทองแดงกะไหล่ทองหายากครับทราบมาว่าไม่น่าเกิน 30-40 เหรียญเท่าที่ผมตามหามาปีกว่าเจออยู่ 2 เหรียญแต่เจ้าของเดิมไม่ยอมปล่อยถ้าได้มาจะนำภาพมาให้ชมครับ
(ถ้าข้อมูลผิดพลาดหรือตกหล่นต้องขออภัยผู้รู้ด้วยนะครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 08:26:38 PM โดย mr.xb »

นครเชียง

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 915
  • ชงโค 40 ศิษย์เก่าบ้านดุงวิทยา
และท้ายสุดเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์ใหญ่เนื้อทองแดงรมดำครับ(ปัจจุบันองค์นี้คุณพี่k_thanaนิมนต์ไปจำพรรษาแล้วจึงขอยืมภาพมาลงให้ชมครับ)
ไม่รู้จะมีวาสนาได้เหรียญนี้มาเชยชมไหม

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
และท้ายสุดเหรียญรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์ใหญ่เนื้อทองแดงรมดำครับ(ปัจจุบันองค์นี้คุณพี่k_thanaนิมนต์ไปจำพรรษาแล้วจึงขอยืมภาพมาลงให้ชมครับ)
ไม่รู้จะมีวาสนาได้เหรียญนี้มาเชยชมไหม
B()%อธิฐานเข้าไว้เผื่อหลวงปู่มาโปรดครับน้องมาร์ท #$2()

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
ต่อด้วยล็อกเก็ตรุ่นแรกหลวงปู่อุดม พิมม์เล็กครับหายากและไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงในการสร้างแต่น่าจะอยู่ที่หลักร้อยไม่ถึงพันองค์เพราะตั้งแต่เริ่มเก็บมาก็เห็นองค์นี้องค์เดียวและก็ไม่เห็นอีกเลยแต่ยังโชคดีที่เจ้าของเดิมยอมให้ผมนิมนต์มาจำพรรษาด้วยตอนนี้ได้นำไปให้หลวงปู่อธิฐานจิตให้ใหม่(ท่านผบ.ทบ นิมนต์ขึ้นคอเป็นประจำ) %(*
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2012, 08:33:51 PM โดย mr.xb »

ครูกี้

  • บุคคลทั่วไป
มารอติดตามอ่านต่อไปครับ

ขอบพระคุณมากครับที่นำข้อมูลดี ๆ มาให้ได้อ่านกัน


mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
มารอติดตามอ่านต่อไปครับ

ขอบพระคุณมากครับที่นำข้อมูลดี ๆ มาให้ได้อ่านกัน


wr_)erขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยมชม wr_)er

mr.xb

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
 wr_)er(มีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ) wr_)er
รื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีครูท่านหนึ่งที่บ้านหนองผักแว่นซึ่งอยู่ไกล้ๆกับวัดป่าสถิตย์ธรรมวนารามแกชื่อว่า ดอน หรือที่ผมเรียกป้าดอนตอนนี้แกเกษียรแล้วได้เล่าให้ผมและภรรยาฟังว่าเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้วแกได้เข้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม(หรือตามภาษาบ้านเราเรียกไปจำศีลนั่นเอง)ด้วยวันนั้นเป็นวันพระแกจึงไปจำศีลที่วัดหลวงปู่โดยปกติวิสัยแล้วป้าดอนแกก็รู้จักและคุ้นเคยกับหลวงปู่อยู่แล้ว(แต่ไม่เคยลงไปจำศีลที่วัดเลยสักครั้ง) วันนั้นหลังจากรับศีลแล้ว(รับศีลห้า)ประมาณบ่ายแก่ๆหลวงปู่อุดมท่านก็ได้เดินมาพูดคุยกัยป้าดอนด้วยถ้อยคำที่แปลกๆว่า(แม่ชีดอนจะอยู่ได้หรืออาตมาว่าอยู่ไม่ได้หรอก)ป้าดอนได้ยินหลวงปู่พูดอย่างนั้นก็งงไม่เข้าใจแต่ก็ตอบหลวงปู่ไปว่า(อยู่ได้ถึงไม่เคยมาจำศีลก็อยู่ได้)พอพูดจบหลวงปู่ก็พูดอีกว่าอยู่ไม่ได้หรอกแล้วก็พูดเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องแล้วก็เดินกลับไปที่กุฏิ จนเวลาย่างเข้าประมาณตี 2 โดยประมาณก็มีมอไซค์คันหนึ่งวิ่งบึ่งมาจากทางในหมู่บ้านมาบอกกับป้าคนหนึ่งที่มาจำศีลกับป้าดอน(ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้)ว่าป้าๆลูกชายป้าถูกรถชนตายลุงให้มาตามกลับบ้านด่วนพอป้าคนนั้นได้ยินก็เลยบอกกับป้าดอนว่าดอนๆขับรถไปส่งที่บ้านหน่อยแล้วป้าดอนก็ขับรถไปส่งป้าคนนั้นที่บ้านหลังจากส่งถึงบ้านแล้วแกก็ขับรถกลับมาที่วัด(พอถึงหน้าวัดซึ่งจะต้องผ่านหน้าเมรุเผาศพที่อยู่ทางด้านขวามือทางเข้าระยะความห่างประมาณไม่เกิน 20 เมตรแกก็เหลือบไปเห็นคนเดินขึ้นเดินลงที่หน้าเมรุแกก็สงสัยว่าเป็นใครคนหรือผีแต่ก่อนที่รถที่แกขับจะวิ่งผ่านแกก็ได้เห็นหน้าคนที่เดินขึ้นเดินลงอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋เล่นเอาแกถึงบางอ้อ(มันคือไอ้ลูกชายคนที่รถชนตายของป้าคนที่แกไปส่งนั่นเองเล่นเอาป้าดอนแกขนหัวลุกเกรียว)พอแกกลับมาถึงแกก็ทำเฉยไม่ได้เล่าให้ใครฟังทั้งที่ในใจยังนึกกลัวอยู่เลยพออีกครู่ต่อมาหลวงปู่อุดมท่านก็เดินออกจากกุฏิที่ท่านพักอยู่เดินเข้ามาถามป้าดอนว่า(โยมดอนเมื่อกี้เห็นอะไร)ป้าดอนก็ตอบไปว่า(ไม่เห็นอะไรนี่เจ้าคะหลวงปู่)แล้วหลวงปู่อุดมท่านก็ถามย้ำคำเดิมอีกครั้งว่า(โยมดอนเมื่อกี้เห็นอะไร)ซึ่งป้าดอนก็ยังตอบเหมือนเดิมว่า(ไม่เห็นอะไร) ทีนี้หลวงปู่อุดมก็บอกว่า(โกหกพระมันบาปเด้อ) พอป้าดอนได้ยินเท่านั้นแหละครับมีอะไรเห็นอะไรพูดออกมาหมดพอเล่าให้หลวงปู่ฟังจบหลวงปู่อุดมก็บอกว่าไอ้เด็กคนนี้มันดื้อนักเมื่อกี้มันก็มาเคาะกุฏิรบกวนหลวงปู่เหมือนกันพอถึงตอนนี้(ป้าดอนบอกว่าประเด็นคือหลวงปู่รู้ได้อย่างไรว่าแกเห็นอะไรที่เมรุทั้งที่หลวงปู่อยู่ในกุฏิตลอดเวลามันน่าแปลกหลวงปู่เพิ่นบ่อธรรมดาเด้อ)
                              (เพื่อไม่เป็นการก้าวล่วงขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาเองนะครับ)
        ผมก็รับฟังมาจากป้าดอนแกอีกทีอาจมีอะไรตกหล่นไปบ้างต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ