ยินดีต้อนรับ สู่ "พระนคร นครพระ นครธรรม" สมัครสมาชิกก่อนนะครับ ร่วมกันสร้างชุมชนออนไลน์คุณภาพครับ

ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย  (อ่าน 37916 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #300 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:26:46 AM »


อัฐิธาตุหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ประดิษฐานภายใน “บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)”
ณ วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา


auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #301 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:27:10 AM »


อัฐิธาตุหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ประดิษฐานภายใน “บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)”
ณ วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา





auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #302 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:28:33 AM »


อังคารธาตุที่กำลังแปรเป็นพระธาตุของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ประดิษฐานภายใน “บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)”
ณ วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #303 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:29:51 AM »
• บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) •
วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา





เจดีย์เจ้าคุณพุธ

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

เจดีย์เจ้าคุณพุธเริ่มสร้างมาตั้งแต่ พอเทศน์อะไรๆ ปัจจัยรวบรวมแล้วก็ดูเหมือนเริ่มเลยนะ เพราะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ที่เราไปเทศน์ให้ที่วัดสาลวันนั้นก็ได้เงินตั้ง ๒ ล้าน ๗ แสน นั่นละเป็นพื้นฐานสร้างขึ้นได้ ด้วยเงิน ๒ ล้าน ๗ แสนวางเป็นพื้นฐาน ต่อจากนั้นก็เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เราตั้งใจไปเทศน์ให้จริงๆ เจ้าคณะภาคนั่นแหละ เจ้าคณะภาคก็ลูกศิษย์ ทั้งภาคพระ ทั้งภาคทหาร ลูกศิษย์ทั้งสอง เขาก็มานิมนต์ให้ไปเทศน์ เจ้าคุณพุธกับเราก็คุ้นกันมาสักเท่าไรๆ แล้ว นั่นละเรื่องราวมัน เราก็เลยไปเทศน์อนุเคราะห์ให้ ดูเหมือนได้เงิน ๒ ล้าน ๗ แสนเศษไปอีก ก็พอเป็นต้นทุนวางรากฐานได้ จากนั้นก็วางเรื่อยมา ก็ดูว่าไม่ขาดแคลนเงินนะ เราแน่ใจว่าไม่ขาดแคลน เราเชื่อเจ้าคุณพุธด้วย ต้องเชื่อเจ้าของเจดีย์ด้วย

เจ้าคุณพุธไม่ใช่คนคับแคบตีบตันอั้นตู้ตระหนี่ถี่เหนียว เป็นคนมีเมตตา จิตใจกว้างขวาง การทำงานสงเคราะห์โลกเต็มกำลังเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อเจ้าของเจดีย์ว่าไม่ขาด ว่างั้นเลย สมบูรณ์เป็นลำดับลำดาไปเรื่อยๆ อันนี้ขึ้นกับเจ้าของเหมือนกัน ขึ้นอยู่ในเจ้าของๆ จนได้แหละ รากฐานอยู่นั้น เช่นอย่างเจดีย์เจ้าคุณพุธก็ขึ้นอยู่กับเจ้าคุณพุธ ถ้าหากว่าตัวแกนจืดชืดแล้ว อะไรก็จืดชืดไปตามๆ กัน ถ้าแกนมีรสมีชาติเป็นเครื่องดึงดูด อะไรมันก็ดึงดูดเข้ามา เรื่องบุญเรื่องกรรมเป็นอย่างนั้นนะ เรื่องบุญเรื่องกรรมเป็นพื้นฐานสำคัญมากในพุทธศาสนาเรา ต้องยกกรรมขึ้นเลยทีเดียว กรรมกระทำที่ไหน มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ที่ใจนั่น สองจุดนี้เป็นจุดสำคัญครอบโลกธาตุ จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของคือเป็นตัวแกน เช่น เจดีย์นี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าคุณพุธ ใครจะวิ่งเต้นขวนขวายที่ไหนๆ หามามากน้อยเพียงไรก็ตาม มันขึ้นอยู่กับเจ้าของๆ เครื่องดึงดูดนี่สำคัญ จืดชืดหรือมีรสชาติอยู่ตรงนี้ แล้วจะมาเองเป็นเอง อาศัยนั้นอาศัยนี้ อันนี้ก็ดึงดูด อันนั้นก็ดึงดูด ก็ไปได้เอง ถ้าตัวแกนไม่มีแล้วก็อย่างว่านะ ยังไงมันก็จืดชืดๆ ไป

เพราะฉะนั้นพูดถึงเรื่องเจดีย์เราเชื่อท่านเจ้าคุณพุธ ท่านไม่ใช่เป็นคนคับแคบตีบตัน ก็รู้นิสัยกันมาดั้งเดิมแล้ว คุ้นกันมาตั้งแต่สมัยเป็นมหาเปรียญ ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเรื่อยมา หลวงปู่เสาร์ท่านก็เคยเหมือนกัน ทราบแต่เราก็ไม่ชัดนัก หากทราบมาอย่างนั้น เข้ามาหาสายพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี้ เข้ามาในวงนี้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นถึงคุ้นกันล่ะซิ วันนั้นก็ได้ตั้ง ๒ ล้าน ๗ แสนกว่าของเล่นเมื่อไร เพราะอำนาจวาสนาของท่านนั่นแหละสำคัญ เรามีบ้างเล็กน้อยก็ผสมกันเข้าไปเป็น ๒ ล้าน ๗ แสนกว่า ทางโน้นผสมทางนี้ก็ผสมเชื่อมเข้าหากัน

auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #304 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:30:45 AM »



หลักเกณฑ์การก่อเจดีย์

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๓ ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

เราไปไหนมาไหน พิจารณาดูซิพี่น้องทั้งหลาย อยู่ที่ไหนไม่ได้ว่างนะ พอฉันเสร็จแล้วนี้ก็จะได้เดินทางไปโคราช ไปโคราชก็มีพิธีวางศิลาฤกษ์จะก่อเจดีย์เจ้าคุณพุธ วัดสาลวัน เจ้าคุณพุธนี่เป็นรุ่นน้องเรา ท่านก็ไปเสียก่อนแล้ว วันนี้เที่ยงครึ่งเขาจะเริ่มพิธี เขาก็กะเวลาจากนี้ถึงเที่ยงครึ่งเป็นการเดินทางสำหรับเรา จากนี้ไปโคราชคิดว่าไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมงครึ่งแหละ กะว่างั้น ไปร่วมพิธีในย่านนั้น...แหละ
ไปนี้ไม่มีพิธีอะไรนะ ไม่ได้เกี่ยวกับการช่วยชาติดังที่เคยปฏิบัติมา เช่นผ้าป่าช่วยชาติช่วยอะไรนี้ไม่มี ผ้าป่านั้นจะน้อมสมทบเข้าสร้างเจดีย์ของท่านทั้งหมด กรุณาทราบตามนี้ เพราะฉะนั้นเราไปนี้เราจึงไม่ได้ไปในนามของการช่วยชาติทอดผ้าป่า เราไปเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าคุณพุธที่เกี่ยวกับประชาชนต่างหาก ไม่ใช่เป็นการช่วยชาติดังที่เคยปฏิบัติมา พวกผ้าป่าอะไรไม่มี

คือเราไปนี้เขานิมนต์ให้เป็นหัวหน้าเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ เราไปเท่านั้น แต่ดูว่ามีเทศน์นะ เทศน์นี้ไปไหนก็ไม่ได้หยุดแหละหลวงตาบัว ไปไหนต้องเทศน์ เทศน์ตลอดแหละ ว่าจะมีเทศน์กัณฑ์นึง เราไปเที่ยงครึ่งเขาเริ่มพิธี คือพิธีนั้นเขาวางไว้เป็นกลางๆ เที่ยงครึ่ง หลักใหญ่เขาก็คอยเรา ถ้าเราไปถึงในย่านนั้นก็เป็นเวลาตามเดิม ถ้าเราช้ากว่านั้น งานก็เริ่มตามเรา ช้าไปตาม

เขาวางไว้เป็นจุดศูนย์กลางว่าประมาณเที่ยงครึ่ง ทีนี้เราเดินทาง เช่น ๙ โมงเช้าออกจากนี้ ไปถึงโคราชก็ประมาณสักเที่ยงครึ่งเหมือนกัน นี่ถึงธรรมดา อาจช้ากว่านั้นบ้าง ถึงช้าถึงเร็วก็ไม่มีอะไรกันละ เพราะต่างคนต่างมุ่งต่อการกุศลด้วยกัน เขาตั้งเวลาไว้เป็นกลางๆ เพื่อความสะดวกสำหรับคนหมู่มากได้ทราบในระยะเวลาเท่านั้นเอง

พี่น้องชาวโคราชก็จะตั้งเป็นอนุสาวรีย์ คือจะเป็นเจดีย์เป็นอะไรก็ตาม แล้วแต่ชื่อตั้งละ เพื่อให้เป็นที่สักการบูชา เป็นที่ปล่อยลงซึ่งจิตใจในจุดที่เป็นกุศลมหากุศล เช่นอย่างเจดีย์ในครั้งพุทธกาลท่านแสดงไว้ ๔ ประเภท ถ้าพี่น้องทั้งหลายยังไม่เคยทราบก็กรุณาทราบในเวลานี้ ผู้ที่จะควรก่อเจดีย์กราบไหว้บูชาของสัตวโลกว่างั้นเลยนะ ก็คือ พระพุทธเจ้า ๑ คำว่าพระพุทธเจ้า หมายถึงทุกพระองค์เลย พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ พระอรหันต์ ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ทั้ง ๔ พระองค์นี้สมควรแก่การสร้างเจดีย์สำหรับจิตใจประชาชนให้กราบไหว้บูชา

สถานที่ก่อท่านก็แนะไว้ เป็นสถานที่ชุมนุมชน เช่น ถนนสามแพร่ง สี่แพร่ง หรือที่ชุมนุมชน เขามาจะได้กราบไหว้บูชา พอเห็นเจดีย์ปั๊บจิตเขาจะพุ่งถึงองค์วิเศษคือองค์ศาสดา จากนั้นรองลงมาก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ที่สามก็คือพระอรหันต์ท่าน จิตใจของประชาชนจะมุ่งจุดสูงมากทีเดียว จากนั้นก็พระเจ้าจักรพรรดิ คำว่าพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นผู้ทรงบุญญานุภาพ บุญญาบารมีกว้างขวาง เพราะฉะนั้นจึงควรได้รับการชมเชยจากพระพุทธเจ้า ไม่ปรากฏว่าพระองค์ใดจะคัดค้านนะ เป็นผู้สมควรก่อเจดีย์ให้เช่นเดียวกันกับทั้งสามพระองค์นั้น

การทำอะไรเราก็จึงควรมีหลักมีเกณฑ์ที่จะก่อในที่ชุมนุมชน เราจึงควรคำนึง อย่าได้ก่อสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งผิดกับเจตนารมณ์ของผู้ที่ได้พบได้เห็นและกราบไหว้บูชา มุ่งจิตใจไปในทางอันเลิศเลอ นับแต่พระพุทธเจ้าลงมา พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ เวลาเห็นแล้วก็ให้เป็นขวัญตาขวัญใจ ตรงกับความมุ่งหมายของผู้กราบไหว้บูชาด้วยความระลึกนึกน้อมถึงองค์วิเศษท่าน



บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ประดิษฐานอยู่ภายในวัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นเจดีย์แห่งพระกัมมัฏฐาน ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุบูรพาจารย์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ภายในมีรูปแหมือน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต, หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย และพระอริยสงฆ์ของประเทศ เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างถวายครูบาอาจารย์ เป็นถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่จะทำให้ระลึกถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสิริมงคลของเมืองนครราชสีมาอีกแห่งหนึ่ง




auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #305 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:32:55 AM »


บูรพาจารย์เจดีย์ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ประดิษฐานอยู่ภายในวัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นเจดีย์แห่งพระกัมมัฏฐาน ยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุบูรพาจารย์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ภายในมีรูปแหมือน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล, หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต, หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม, พระอาจารย์พร และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย และพระอริยสงฆ์ของประเทศ เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างถวายครูบาอาจารย์ เป็นถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่จะทำให้ระลึกถึงหลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสิริมงคลของเมืองนครราชสีมาอีกแห่งหนึ่ง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 30, 2012, 12:37:01 AM โดย auricle »

auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #306 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:35:07 AM »





auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #307 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 12:37:27 AM »


ขอกราบขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ
http://www.palungdham.com
fb. Narongchai Toprasert
http://www.facebook.com/narongchai.toprasert
http://www.koratnana.com

yut

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1382
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #308 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 05:33:50 PM »
สวดมนต์ให้เย็น

บทสวดมนต์ที่เราจะยึดเป็นหลัก วิธีปฏิบัติ ถ้าเรามีดอกไม้ ธูป เทียนบูชาพระพุทธรูป ก็ให้กล่าวคำว่า


อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมิ


อันนี้เป็นคำบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อโน้มน้าวจิตของเราให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันดับต่อไปก็


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบทีหนึ่ง)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบทีหนึ่ง)


ทีนี้ก็มาสำรวมจิตให้แน่วแน่ต่อคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวนะโม ๓ จบ


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ


ต่อไปสำรวมจิต สวดบทอิติปิโส


อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (กราบทีหนึ่ง)


แล้วสวดบทสวากขาโตต่อไป


สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ(กราบทีหนึ่ง)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (กราบทีหนึ่ง)


ทีนี้อันดับต่อไปก็ตั้งใจเจริญพรหมวิหาร


อะหัง สุขิโต โหมิ
นิททุกโข โหมิ
อะเวโร โหมิ
อัพยาปัชโฌ โหมิ
อะนีโฆ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ


อันนี้บทเมตตาตน ต่อไปก็แผ่เมตตาสัตว์


สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ


นี่บทแผ่เมตตา ทีนี้ก็สวดบทกรุณาต่อไป


สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ


อันนี้ เป็นบทมุทิตา ทีนี้สวดบทอุเบกขาต่อไป


สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกังวา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ.


อันนี้เป็นยอดแห่งบทสวดมนต์ ให้ทุกคนพยายามท่องจำให้ได้ แล้วพยายามสวดทุกวันๆ ทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น ถ้ามายึดบทสวดตามที่กล่าวนี้อย่างมั่นคงแล้วก็ตั้งใจสวดอย่างต่อเนื่องกันทุกวันๆ ไม่ต้องไปสวดคาถาบทอื่นก็ได้ ให้สวดเฉพาะเท่าที่กล่าวมานี้ ทำจิตให้มั่นคงต่อบทสวดนี้อย่างแน่วแน่ ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร หรือคาถาอื่นๆ นี้ ไม่จำเป็นต้องสวดก็ได้
มีนายคนหนึ่งมาหาหลวงพ่อเมื่อ ๒-๓ วันมานี่ เขามาปรึกษาว่า "ทำไมผมยิ่งสวดมนต์ ขยันสวดมนต์ สวดคาถาชินบัญชรวันละ ๙ จบ ๑๐ จบ บทอื่นก็หลายจบ หนังสือยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกนี่ผมจำได้และสวดได้หมดทุกตัว ผมนั่งสวดมนต์อยู่เป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งสวดมนต์ไปเท่าไรแทนที่ว่าจิตมันจะเย็นลง มันกลับทำให้ร้อน นอกจากมันจะทำให้ร้อนแล้ว ผมกับภรรยาของผมต่างคนต่างสวดเก่งเหมือนกัน แต่พอออกจากห้องพระมาแล้วหาเรื่องทะเลาะกันทุกที ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้นหลวงพ่อ" หลวงพ่อก็บอกว่า "บทสวดมนต์ตามที่คุณสวด มันมีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์นี่ ถ้าเกิดสวดมาก ๆ เข้า มันเกิดมีอาถรรพณ์ มันเป็นพลังมนต์ครอบคลุมจิต มนต์ไสยศาสตร์ทำให้เกิดพลังร้อน เมื่อเกิดพลังร้อนแล้วมันก็อยากจะลองของ ในเมื่อหาใครที่จะมาเป็นคู่ปะทะหรือทะเลาะไม่ได้ก็ทะเลาะกันเอง คนบางคนสวดมนต์ทางไสยศาสตร์ ยิ่งสวดมากเท่าไรจิตใจก็ยิ่งโหดเหี้ยม นั่งสมาธิภาวนาสวดมนต์เวลาค่ำคืน ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม พอออกจากที่สวดมนต์ ที่นั่งสมาธิมาแล้วมาทุบตีเมียของตัวเอง อันนี้มันเป็นเพราะพลังมนต์ไสยศาสตร์บันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น มนต์อันใดที่มีแนวโน้มไปในทางไสยศาสตร์ มนต์อันนั้นทำให้จิตร้อน เพราะมันมีพลังร้อน แต่พลังของพระพุทธคุณธรรมคุณ สังฆคุณ พลังพรหมวิหาร มันทำให้เกิดพลังเย็น เป็นไปเพื่อผูกมิตรไมตรีกับสิ่งทั้งปวง ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่พาลหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน" เพราะฉะนั้น ให้นักเรียนทุกคนจำเอาไว้ บทสวดมนต์ที่วิเศษที่สุดก็คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็แผ่เมตตา ทีนี้เมื่อแผ่เมตตาเสร็จแล้ว จะนั่งสมาธิภาวนาก็นั่งต่อไป เมื่อเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ก่อนจะลุกจากที่นั่งสมาธิ ให้น้อมจิตน้อมใจอธิษฐานถึงบุญบารมีที่เราได้ปฏิบัติมา แล้วก็อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ตลอดทั้งสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตลอดทั้งเจ้ากรรมนายเวร ขอให้มารับส่วนบุญที่เกิดจากการปฏิบัติของข้าพเจ้านี้
 

yut

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1382
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #309 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 05:37:56 PM »
ธรรมะเกี่ยวกับความสุขของชีวิตประจำวัน
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

 
ธรรมะอันเป็นเหตุให้เกิดความสุขในชีวิตประจำวันนั้น ถ้าว่าโดยหลักการกันจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการมีสรณะที่พึ่งภายในจิต สรณะที่พึ่งที่ระลึกนั้นคือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และเหตุใดจึงต้องมีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ก็เพราะพระพุทธเจ้ามีความดีหลายอย่างที่เราต้องเอาตัวอย่างของท่านมาประพฤติ จะว่าพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวอย่างก็ได้
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งการศึกษาดี ตามประวัติ ท่านศึกษาตามหลักสูตรแห่งการศึกษาในสมัยนั้น เรียกว่าจบบริบูรณ์ หมายถึง วิชาการปกครอง วิชาเกษตรกรรม วิชาเกษตรกรรมนี้ปรากฏในพุทธประวัติ คนในตระกูลของพระพุทธเจ้าทุกองค์มีคำว่า "โอทนะ" ลงท้ายกัน โอทนะ แปลว่า ข้าวสุก เช่น พระเจ้าสุทโธทนะ โธโตทนะ อมิโตทนะ เป็นต้น มีแต่คำว่า ข้าวสุก ต่อท้ายพระนามของท่านเหล่านั้น จึงแสดงว่าตระกูลของพระพุทธเจ้าเป็นตระกูลชาวนา เป็นกษัตริย์ แต่ว่าสนใจในเรื่องเกษตรกรรมคือการเพาะปลูก เพราะอาศัยข้าวเป็นปัจจัยสำคัญแห่งชีวิตความเป็นอยู่จึงได้ยึดเอาข้าวเป็นหลักและตั้งชื่อลูกหลานมีคำว่า โอทนะ ต่อท้าย พระพุทธเจ้าได้ศึกษาสำเร็จวิชาการปกครอง การเกษตร ศีลธรรม และวัฒนธรรม เรียกว่ามีความรู้เพียงพอที่จะเป็นกษัตริย์ครองแผ่นดินได้ อันนี้คือตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีการศึกษาอยู่ในระดับสูง
อีกตัวอย่างหนึ่ง พระองค์เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้เสียสละ พระองค์เสียสละความสุขส่วนพระองค์เสด็จออกบวชเพื่อแสวงหาทางสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แม้ว่าความเป็นอยู่ของพระองค์จะเทียบเท่ากับความเป็นอยู่ของเทวดาบนสรวงสวรรค์ แต่พระองค์ไม่อาลัยใยดี ยอมสละทรัพย์สมบัติและความสุขเหล่านั้น แล้วออกบวชเพื่อบำเพ็ญกรณียกิจความเป็นพระพุทธเจ้าจนสำเร็จ อันนี้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้เสียสละและเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีความรู้ชั้นสูงจนได้เป็นศาสดาเอกของปวงชน 
 
 
 
อีกตัวอย่างหนึ่งนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้เฉลียวฉลาด สามารถรู้อริยสัจธรรมทั้ง ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จนได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นี้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีปัญญาเหนือโลก
และเมื่อพระองค์สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์บริสุทธิ์สะอาดด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ กายของพระองค์ไม่มีการฆ่าและไม่มีการเบียดเบียน การทำร้ายด้วยประการทั้งปวง วาจาของพระองค์ก็รับสั่งด้วยถ้อยคำอันไพเราะ แสดงธรรมแก่ปวงชน ปรากฏความงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด งามในเบื้องต้นคือความงามแห่งผู้มีศีล งามในท่ามกลางคือเป็นผู้มีความมั่นใจในธรรม งามในเบื้องปลายคือความงามในผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด จิตรู้เท่าทันสภาวธรรม อันนี้ก็คือตัวอย่างอันหนึ่ง 
เมื่อพระองค์สำเร็จความปรารถนาของพระองค์ คือสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าพระองค์จะถือสิทธิในความสำเร็จของพระองค์ เพียงเสวยสุขส่วนพระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ก็ไม่มีใครมีอำนาจเอาพระองค์ไปลงโทษหรือไปทรมานใดๆ ได้ทั้งสิ้น ถึงกระนั้น พระองค์ก็ยังสละความสุขส่วนพระองค์ไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ทรงชี้แจงประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในสัมปรายภพ และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน เป็นต้น

yut

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1382
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #310 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2012, 05:38:25 PM »
(ต่อ)
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมตามอุปนิสัยวาสนาบารมีของผู้ฟังธรรม ผู้ที่มีความสามารถสถิตอยู่ในโลก ยังปลดเปลื้องความสุขทางโลกออกไม่ได้ พระองค์ก็สอนให้มีความหมั่นความขยันหมั่นเพียรในการประกอบการทำมาหากินเลี้ยงชีพ แสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพย์สินสมบัติ ตั้งหลักฐานให้มั่นคง เมื่อแสวงหาสมบัติ สร้างหลักฐานได้มั่นคงดีแล้ว พระองค์ก็ยังสอนให้รู้จักรักษาทรัพย์ที่ได้มามิให้เสื่อมสูญ จึงบอกให้คบแต่มิตรที่ดี ลักษณะของมิตรที่ดีนั้น แม้แต่คิดก็คิดดี พูดก็พูดดี กระทำก็ทำดี รวมความว่า กาย วาจา ใจ บำเพ็ญเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลที่เป็นมิตร การกระทำด้วยกายก็เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้คบหาสมาคม พูดก็ชักจูงแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ช่วยคิดอ่านแก้ไขปัญหาให้ตกไปด้วยดี อันนี้คือลักษณะของมิตรที่ดี (กัลยาณมิตร) เป็นอุบายที่จะรักษาทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ให้ยืนยงคงทนต่อไป ประการสุดท้าย พระองค์สอนให้รู้จักจับจ่ายใช้สอยให้มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะ ไม่มากและไม่น้อยนัก คือรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอยในทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ อันนี้คือหลักการของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนสาธุชนผู้ดำรงชีวิต อันเป็นหลักใหญ่ๆ
เมื่อสาธุชนมีความสมบูรณ์พูนสุขดี มีหลักฐานมั่นคงดีแล้ว ตั้งใจทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ประโยชน์ในสัมปรายภพ หรือทำประโยชน์ในปัจจุบันเพื่อไปสู่สวรรค์นั้นเป็นของไม่ยาก เพราะเมื่อเรามีพร้อมก็พร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อทุกสิ่งทุกอย่างต่อไปได้ แต่ถ้าเราขาดตกบกพร่องก็ไม่มีโอกาสจะทำได้อย่างเต็มที่ แม้แต่การประพฤติปฏิบัติธรรมก็อาศัยปัจจัย ๔ คือ ความสมบูรณ์พูนสุขของเราด้วย ธรรมะคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรืออะไรก็ตามที่เราถือว่าเป็นของดีนั้น ย่อมตั้งอยู่บนรากฐานความมั่นคงของโลก เพราะโลกที่มีความมั่นคง ศีลธรรมและวัฒนธรรมก็ดำรงอยู่ได้ตลอดกาล แต่ถ้าโลกนี้ขาดความมั่นคง โลกนี้ก็อยู่ในฐานะไม่ดี ไม่มีสุข
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนหลักประโยชน์ทั้งสองดังกล่าวแล้ว ผู้ที่เข้าถึงประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในสัมปรายภพย่อมมี ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บุคคลผู้ใฝ่ธรรมะมีความคิดถึงประโยชน์ของฐานะความสูงของจิตใจขึ้นไปโดยลำดับ และพระองค์ก็ทรงสอนให้บำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อจะได้สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานและทำจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในหลักแห่งความเจริญของสภาวธรรม หรือให้รู้จักหลักความจริงของคดีโลกและคดีธรรม ผู้อยู่ในคดีโลกหรือทางโลกควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร ผู้ที่อยู่ในกระแสแห่งธรรมควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร ท่านได้วางหลักการไว้ให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หวังประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานนั้น จะหนีหลักศีล หลักสมาธิ หลักปัญญาไม่ได้ 
 
 
 
ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขในชีวิตประจำวัน หลักแห่งการปรับปรุงความประพฤติปฏิบัติของตนให้มีความสุขในชีวิตประจำวัน คือ
๑. ยึดสรณะที่พึ่ง คือ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
๒. พยายามตัดกรรมตัดเวร ด้วยการประพฤติตามหลักของศีล ๕ ประการที่ได้สมาทานมาแล้ว อันเป็นหลักปรับปรุงความเป็นอยู่ของชีวิตประจำวันให้เกิดความสุข ไม่ฝักใฝ่ในเรื่องการฆ่า การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น การเบียดเบียนก็ไม่เกิดขึ้น การก่อกรรมก่อบาปทั้งหลายที่มีผลในภพนี้และภพหน้าก็ไม่เกิด ความสุขในชีวิตประจำวันจึงอยู่ในหลักแห่งศีล ๕ นี่เอง หากเรายังงดเว้นไม่ได้โดยเด็ดขาด เราก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อเวร เมื่อเราก่อเวร ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนก็เป็นผู้ก่อเวรต่อ ฉะนั้น ในท้ายบทแห่งสิกขา ๕ ข้อ จึงลงท้ายด้วย เวรมณี เวรมณี แปลว่า เว้น คือการงดเว้นจากเวร ๕ ประการ หากใครงดเว้นได้โดยเด็ดขาดก็เป็นการตัดชนวนแห่งการเกิดขึ้นของเวรได้อย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้น หลักปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์แห่งชีวิตประจำวันคือการประพฤติปฏิบัติตามหลักของศีล ๕ นั่นเอง
ในบางครั้งท่านอาจจะคิดว่า ศีล ๕ บางข้อเราอาจจะไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะสังคมเขายังนิยมกันอยู่อย่างนั้น อันนี้ถ้าพิจารณาดูให้ละเอียดแล้ว คำพูดคำนี้ไม่มีคุณค่าไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น แม้เราตั้งใจแน่วแน่ว่าเราจะไม่กระทำผิดศีล เราก็สามารถที่จะเข้าสังคมได้ และเราจะเข้าสังคมได้ดีที่สุดและเข้าสังคมได้โดยไม่มีเรื่องมีราวเบียดเบียนผู้อื่น เราควรปฏิบัติศีล ๕ เพื่อความสุข ความสบายแห่งชีวิตประจำวัน ศีล ๕ ข้อนี้บัญญัติไว้เพื่อป้องกันมนุษย์ฆ่ากันโดยตรง ถ้าใครรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้อย่างแท้จริงแล้ว การฆ่ากันจะไม่เกิดขึ้น แต่หากเรายังไม่งดเว้นได้โดยเด็ดขาด ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อเวร ในเมื่อเราเป็นผู้ก่อเวร ผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนเขาก็ก่อเวรต่อ 
ดังนั้น หลักแห่งการทำความดี ไม่มีอะไรดีเกินไปกว่าการมีศีล ๕ ผู้มีศีล ๕ ประจำตัว
ผู้นั้นได้ชื่อว่าตัดผลเพิ่มของกรรม นับตั้งแต่เราเจตนาอย่างแน่วแน่ว่าเราจะปฏิบัติตามศีล ๕ อย่างบริบูรณ์ ผลกรรมที่จะเพิ่มขึ้นหรือสะสมไว้และสนองในชาติหน้าภพหน้าเป็นอันว่าสิ้นสุดแห่งเวรกรรมทันทีเมื่อเรามีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว
สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรามีสุขในชีวิตประจำวัน คือประโยชน์ ๔ เป็นประโยชน์ปัจจุบัน
๑. ถึงพร้อมด้วยความหมั่น
๒. ถึงพร้อมด้วยความรักษาผลงานที่เราทำ
๓. ถึงพร้อมด้วยการคบมิตรที่ดี
๔. ถึงพร้อมด้วยการเลี้ยงชีวิตพอเหมาะพอสมควรแก่ประโยชน์และรายได้ที่เรามีอยู่ 

auricle

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3567
Re: ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
« ตอบกลับ #311 เมื่อ: เมษายน 16, 2013, 03:56:59 PM »

"ขอเตือนไว้อีกอย่างหนึ่งว่า การรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ก็ดี สิ่งที่เราเห็นในระหว่างจิตมีสมาธิ สงบ สว่าง เราเห็นนิมิตต่างๆ เกิดอุทานธรรมขึ้นมาก็ดี สิ่งนั้นเป็นเพียงสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วให้เราทำสติไว้ให้ดี"

...หลวงพ่อพุธ ฐานิโย